แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

6 พฤติกรรมที่จะส่งผลทำให้ธุรกิจไม่เติบโต ซ้ำร้ายอาจเจ๊งไม่เป็นท่า


6 พฤติกรรมที่จะส่งผลทำให้ธุรกิจไม่เติบโต ซ้ำร้ายอาจเจ๊งไม่เป็นท่หลายท่านเกิดมาพร้อมกับกิจการที่รุ่นพ่อแม่หรือรุ่นปู่ย่าตายายสร้างมาไว้ให้ และอีกหลายคนที่เกิดมาพร้อมกับความมุ่งมั่นในการสร้างธุรกิจของตัวเองให้ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการทำในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างเช่นในอดีตที่ผ่าน มีไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีมากที่ต้องเจ๊งปิดกิจการกันไป

นี่คือ 6 พฤติกรรมที่จะเป็นต้นเหตุให้ธุรกิจเดินถอยหลังเข้าสู่อาการ “เจ๊ง” ซึ่งหากเกิด 6 พฤติกรรมนี้ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็หมดสิทธิ์ประสบความสำเร็จแน่นอน และที่สำคัญกว่า 6 พฤติกรรมนี้คือ การรู้จักใช้จ่ายไม่เกินไปกว่าที่หามาได้หรือตามแนวทาง “พอเพียง”
1. เชื่อมั่นสูงแต่ไม่รอบคอบ ธุรกิจพังแน่
สำหรับคนที่จะลงทุนทำธุรกิจ แน่นอนว่าคงต้องมีแผนอยู่ในใจกัยทุกคนรวมถึงเป้าหมายที่จะไป ซึ่งความเชื่อมั่นเป็นสิ่งดี แต่บางครั้งการเชื่อมั่นตัวเองสูงเกินไปก็อาจจะทำให้ความรอบคอบลดลงไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงสูงและเร็วมาก ฉะนั้นการวางแผนใดๆ ต้องมีความรอบคอบอย่างมาก ว่าต้องไม่มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นมาได้
2. อย่าไปเชื่อเรื่องรวยเร็วเพราะมันโม้
ถ้าไปเดินตามแผงหนังสือจะเห็นเลยว่า มีหนังสือมากมายที่นำเสนอการทำธูรกิจให้รวยเร็ว ลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนมหาศาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งทฤษฎีในหนังสือเหล่านั้นอาจเป็นจริง แต่อย่าลืมว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงสูงและเร็วมาก หากไปมองดูคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “เศรษฐี” จะรู้เลยว่าการประสบความสำเร็จต้องใช้ระยะเวลา ต้องผ่านความล้มเหลวและอุปสรรคมาก่อน
3. หวังผลกำไรสูง แต่ลืมดูต้นทุน
เป็นเรื่องปกติที่คนทำธุรกิจจะหวังผลกำไร ยิ่งถ้ามีกำไรสูงๆ เกิน 100% ต่อหน่วยก็จะยิ่งดี แต่ผู้ประกอบการหลายคนก็ถูกผลกำไรที่ใฝ่ฝันบังตาเอาไว้ เพราะอย่าลืมว่าการจะได้กำไรสูงๆ ก็ต้องมีการลงทุนที่สูงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ บุคลากร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศํพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงต้นทุนแฝงอีกมากมาย ซึ่งหากนำต้นทุนเหล่านี้มาหักจากกำไรก็จะเห็นว่าไม่ได้มากมายเท่าไหร่ บางรายอาจถึงขั้นขาดทุนด้วยซ้ำ
4. ตัวแปรที่มองไม่เห็นและคาดไม่ถึง
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าการวางแผนต้องวางแผนอย่างรอบคอบและรัดกุม เพราะจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวแปรที่มองไม่เห็นมีอะไรบ้าง ทั้งที่บางครั้งอาจจะวางแผนมาอย่างดี เช่น คู่แข่งที่จู่ๆ ก็กระโดดเข้าสู่ตลาด แถมยังมีศักยภาพสูง หรือเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นมา ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อธุรกิจและในทางกลับกันอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ รวมไปถึงปัจจัยที่คาดไม่ถึงแต่ภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งควรจะมีแผนรองรับหรือแผนฉุกเฉินไว้คอยรับมือตลอดเวลา
5. เห็นกำไรก้อนโตจนโลภ เดี๋ยวจะร่วง
หลายคนที่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จในธุรกิจจนสามารถหารายได้และสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้อย่างมากมาย จนรู้สึกว่าอยากได้มากกว่านี้ แน่นอนว่าการเพิ่มราคาอาจเป็นวิธีที่ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น แต่จะกลายเป็นแค่กำไรชั่วคราวเพราะสินค้าจะแพงกว่าตลาดทันที บางคนคงราคาเดิมไว้แต่ใช้วิธีลดต้นทุนเพื่อให้มีกำไรมากขึ้น ยิ่งเป็นการผลักธุรกิจของตัวเองเข้าสู่ปากเหว เพราะนั่นจะทำให้สินค้าไม่มีความคุ้มค่ากับราคา หนักกว่านั้นคือการไม่ทำอะไรรอรับผลกำไรเพียงอย่างเดียว ทางที่ดีควรนำไปลงทุนในสิ่งใหม่เพื่อให้ได้ผลกำไรจากทางอื่นเพิ่มจะดีกว่า
6. ปีกกล้าขาแข็งจะบินแล้ว แต่อาจไปไม่รอด
อย่างที่บอกไว้แล้วว่า หลายคนอาจทำธุรกิจประสบความสำเร็จแล้ว เห็นเงินก้อนโตที่ถืออยู่ในมือ นำไปลงทุนในสิ่งใหม่เพื่อให้ได้ผลกำไรจากทางอื่นเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักจะใช้วิธีกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในตลาดหุ้น ลงทุนในพันธบัตร ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือแม้แต่การลงทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพ แต่นั่นอาจเป็นช่องทางไปสู่หายนะ ซึ่งเป็นเป็นเรื่องถูกต้องที่คิดเช่นนั้น แต่ก่อนที่จะไปเช่นควรจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจของตัวเองก่อน เพื่อให้สามารถสร้างผลกำไรและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก่อนที่จะไปลงทุนในสิ่งใหม่หรือกระจายความเสี่ยง
Source : Entrepreneur

7 เคล็ดลับเปลี่ยนความชอบเป็นอาชีพทำเงิน

อาจจะไม่ทุกคนที่สามารถเปลี่ยนความชื่นชอบในบางอย่างให้กลายเป็นธุรกิจสร้างรายได้ แต่จำนวนไม่น้อยก็สามารถทำความฝันให้เป็นจริง แสดงว่ามันต้องมีหนทาง ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ความชอบอย่างเดียวไม่พอ
จริงอยู่ความหลงใหลในบางสิ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างธุรกิจ แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความชอบนั้นบดบังความเป็นจริง ถามตัวเองว่าพร้อมกับการทำงานหนักชนิดทุ่มเทแรงกายแรงใจหรือไม่ ลองนำไอเดียไปปรึกษาคนรอบข้างดูก่อนก็ได้ ที่สำคัญต้องแน่ใจว่าความชอบที่จะแปรเป็นธุรกิจนั้นเป็นงานที่ถนัดและทำได้ดีจริง ๆ

2. สร้างความแตกต่าง
สิ่งที่ชอบและถนัด คนอื่นอาจทำได้เช่นกัน ดังนั้น พยายามหาจุดขายที่คนอื่นไม่มี เช่น คุณชอบเล่นกีตาร์ อาจจะเปิดโรงเรียนสอนหรือเปิดร้านขายกีตาร์ แต่บังเอิญคุณมีทักษะในการซ่อมกีตาร์ ก็ให้เสริมบริการนี้เข้าไป หรือถ้าสนใจร้านอาหาร ร้านกาแฟที่มีดาดดื่น หากจะลงเล่นในธุรกิจนี้ ก็ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ร้านของคุณไม่เหมือนคนอื่น และดึงดูดลูกค้าได้

3. ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะพร้อม
หลายคนมีไอเดียอยู่ในหัวแล้ว แต่กว่าจะเริ่มธุรกิจได้ก็มัวแต่รอให้ทุกอย่างพร้อม ก็อาจสายเกินไป กลายเป็นว่าสูญเสียโอกาสเมื่อคนอื่นชิงลงมือทำและบุกตลาดก่อน ในการทำธุรกิจ อาจเริ่มจากสเกลเล็ก ค่อย ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด ลองผิดลองถูก หากเป็นไอเดียที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจริง ยังไงก็อยู่ได้

4. กล้าเดินออกจาก comfort zone
การเริ่มต้นธุรกิจคือการเริ่มต้นความเสี่ยง อะไรที่ไม่เคยทำ ไม่คิดทำ ไม่กล้าทำ หากจะต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจจริง ๆ ก็ต้องทำ เช่น การยืนแจกใบปลิวหรือเชิญชวนให้ผู้คนทดลองสินค้าตัวอย่าง การพูดในที่สาธารณะ บางคนอาจจะไม่ชอบเลย แต่ก็ต้องฝึกถ้าทักษะนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

5. ความสนุกต้องมาก่อน
บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่จะคงความรักในงานเอาไว้ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็พยายามจะผลักดันให้ธุรกิจเติบโต หลายคนอาจท้อไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นคือให้พึงระลึกว่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกิดจากความรัก จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก และพยายามหาหุ้นส่วนหรือเพื่อนร่วมงานที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วม จะทำให้การทำงานงายง่ายขึ้น

6. เอาชนะอุปสรรค
เส้นทางธุรกิจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีปัจจัยมากมายที่อาจบั่นทอนความฝัน แทนที่จะปล่อยให้อุปสรรคเป็นตัวขัดขวางทำลายความตั้งใจ ควรพยายามหาทางเอาชนะมันให้ได้ เช่น หากไม่ถนัดเรื่องการทำเว็บไซต์หรือการติดตั้งระบบบัญชี อย่ามัวเสียเวลางมอยู่กับมัน จ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำงานให้ดีกว่า เป็นต้น

7. หาแหล่งเงินทุน
อย่าฝากความหวังที่เงินกู้จากธนาคารที่เดียว มีวิธีสร้างสรรค์อีกหลายวิธีในการหาเงินทุน เช่น การนำเสนอไอเดียธุรกิจแล้วหาผู้สนใจช่วยลงทุน ถ้าเป็นเมืองนอก เขาขะเข้าไปในเว็บ อาทิ Kickstarter, Indeegogo และ GoFunMe เป็นต้น นอกจากหาเงินทุนแล้ว เว็บเหล่านี้ยังเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าไอเดียธุรกิจที่คุณร่างขึ้นมานั้น ผ่านหรือไม่ผ่าน
สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ ลองเลือกเทคนิคที่เหมาะสมแล้วนำไปใช้ดู
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

5 อาชีพที่ควรลอง ก่อนก้าวมาทำธุรกิจ



5 อาชีพที่ควรลอง ก่อนก้าวมาทำธุรกิจ sme
การที่อยู่ ๆ คนคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ หรือ Startup เลยหลังจากเพิ่งเรียนจบมาใหม่ ๆ นั้น นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเป็นไปได้ อาชีพที่ควรลอง เหล่านี้จะช่วยเค้าในการทำธุรกิจได้มากขึ้น เนื่องจากประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และลูกเล่นต่าง ๆ ยังไม่ถูกสั่งสมหรือมากพอให้พวกเขารับมือได้เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น
ดังนั้นการทำงานประจำก่อนสักงานสองงาน  เพื่อให้คุ้นชินกับระบบการทำงาน  และรู้แนวทางการแก้ปัญหา  จึงเป็นหนทางที่ผู้ทำ Startup ควรทำ และนี่คือ 5 อาชีพที่ควรลอง ก่อนก้าวมาทำธุรกิจ

1.   ค้าขาย

งานค้าขายจะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะรอบด้าน เพราะคุณต้องคอยรับมือกับลูกค้าทุกประเภท เช่น  ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร หรือพูดไม่รู้เรื่อง ซึ่งหลังจากทำไปได้สักระยะ  จะช่วยให้คุณอ่านผู้คนออกมากขึ้น และมีความอดทนในการรับมือสิ่งต่าง ๆ เช่น  รับมือกับลูกค้าที่ไม่พอใจ รับมือกับคำติติง และสิ่งนี้จะทำให้คุณเป็นคนแก้ปัญหาได้ถูกที่อีกด้วย

2.   ขายอาหารตามสั่ง

การทำอาหารตามสั่งที่ดูเหมือนง่ายนั้น  เป็นอีกหนึ่งงานที่จะช่วยให้คุณมีประสบการณ์และพัฒนาตัวเองได้ดีเกินคาด เพราะต้องคอยทำอาหารหน้าเตาร้อน ๆ พร้อมกับทำตามออร์เดอร์ของลูกค้าให้เสร็จอย่างรวดเร็วไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งภายใต้ภาวะกดดันนี้เอง  ที่จะทำให้คุณมีความสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ดี

3.   พนักงานขาย

การเป็นพนักงานขาย  จะทำให้คุณมีแรงบันดาลใจในการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะคุณจะได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะทางด้านการติดต่อสื่อสารและการชักชวน  เนื่องจากการต้องพูดคุยกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา จะได้รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และจะจัดการกับความต้องการเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งส่งผลให้คุณสามารถผลิตสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภคได้อย่างดี

4.   งานบริการ

เนื่องจากงานบริการนั้นต้องคอยรับมือกับผู้คนทุกรูปแบบ รองรับอารมณ์ลูกค้า ซึ่งต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ต้องเจอความเลวร้ายทุกรูปแบบ ทั้งความต้องการที่เหนือเกินควบคุมและมุมโกรธของผู้คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้คุณสามารถรับมือกับลูกค้าได้เมื่อมีธุรกิจเป็นของตนเอง

5.   ผู้จัดการ

คุณจะได้เรียนรู้ถึงการทำงานเป็นระบบ การจัดการเวลา ทักษะการจัดสรรทรัพยากร และอื่น ๆ อีกมากมายในตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งทักษะเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อคุณก่อตั้งบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้คุณไม่สามารถหาได้จากการเรียนในห้องเรียนแน่นอน และจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ

อาชีพที่ควรลอง sme
ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก ก 

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อยากประสบความสำเร็จต้องฝึก “คิดเชิงกลยุทธ์”

“คนที่ประสบความสำเร็จ” กับ “คนที่ยอมแพ้” ต่างกันที่ “ความคิด” ความคิดจะเป็นตัวกำหนดการกระทำของเรา โดยธรรมชาติแล้วความคิดของมนุษย์ต้องการที่จะอยู่รอด ต้องการเป็นผู้ชนะ และพยายามหาวิธีการที่จะเอาชนะมันไปให้ได้ ทำให้ “การคิดเชิงกลยุทธ์” ถือเป็นมิติทางด้านความคิดที่สำคัญ ควรเรียนรู้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องการแก้ปัญหา การตัดสินใจ และวางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายในอนาคต เนื่องจากการคิดเชิงกลยุทธ์จะทำให้ความคิดของเราไม่สะเปะสะปะ ไม่เลื่อนลอย มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต และลดความคิดที่ไม่จำเป็นทำให้สิ้นเปลืองเวลา สิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ 

การคิดเชิงกลยุทธ์ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความปรารถนาในชัยชนะสูง ทำให้เรามักจะพบเจอกับบบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยกว่าคนประเภทอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะระบบความคิดของคนเหล่านี้ค่อนข้างแตกต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นผู้ที่ต้องการมีความคิดเชิงกลยุทธ์จะต้องเริ่มจากการพัฒนานิสัยพื้นฐานของต้นเองให้ได้เสียก่อน มีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

ความต้องการ
เราทุกคนต่างก็มีความฝันกันมาตั้งแต่เด็กๆ ยังจำได้หรือไม่ว่าเราฝันว่าอะไรกันบ้าง บางคนตอนเด็กๆ ฝันว่า อยากเป็นนักบิน อยากเป็นทหาร อยากเป็นหมอ อยากรวย อยากมีรถสปอร์ต อยากนู่นอยากนี่ แต่ความคิดเหล่านี้เป็นแค่ความคิดพื้นฐานที่ใครต่างก็มีกันทั้งนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปความฝัน ความต้องการเหล่านั้นกลับไม่เป็นความจริง รู้หรือไม่ว่าเราขาดอะไรไป ความต้องการเพียงอย่างเดียวมันยังไม่เพียงพอ มันต้องประกอบไปด้วย “ความตั้งใจ” ด้วย

ความตั้งใจ
ระหว่างความต้องการกับความตั้งใจมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ความตั้งใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความต้องการของเราเป็นความต้องการที่มากเพียงพอที่จะพัฒนาความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของเราให้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น แล้วเมื่อเรามีความตั้งใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ก็จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่เรามักจะเห็นหลายๆ คนที่มีความตั้งใจถึงระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถที่ทำสิ่งที่เราตั้งใจออกมาให้เป็นผลสำเร็จได้ เช่น ตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้แต่ก็สอบไม่ติด ตั้งใจจะลดน้ำหนักให้ได้ 5 กิโลกรัมแต่ก็ทำไม่ได้แถมน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก ตั้งใจที่จะรวยแต่ทำไมไม่รวยซักที รู้หรือไม่คุณยังขาดอะไร คุณขาด “เป้าหมาย” เป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เพราะความตั้งใจเป็นแค่การประกาศอุดมการณ์ของเราให้รู้ว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ แต่ปลายทางเรานั้นยังเลือนลางไม่เห็นทางที่เราจะไป

การตั้งเป้าหมาย
การที่เรามีความต้องการและความตั้งใจถือว่าดีแล้วแต่เราต้องวางเป้าหมายในชีวิตของเราให้ชัดเจนด้วย เพราะจะทำให้ความคิดและการกระทำของเราต่างๆ จะทรงพลังมากขึ้น การตั้งเป้าหมายจะช่วยทำให้เห็นภาพในสิ่งที่เราจะต้องการเป็นชัดเจนมากขึ้นและจะช่วยควบคุมการกระทำของเราให้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้นักคิดเชิงกลยุทธ์ไม่ใช่คนที่ฝันเฟื่องมีความต้องการหรือมีความตั้งใจเท่านั้นแต่จะต้องเป็นคนที่มีความฝันอย่างมีเป้าหมายมีภาพที่ชัดเจนและมีพลังผลักดันให้ไปถึงเป้าหมาย อุปสรรค์ของความสำเร็วจริงๆ แล้วอยู่ที่ตัวเราเป็นหลักไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการขาดความรู้ แต่เกิดจากการที่ตัวเราเองไม่จดจ่ออยู่กับเป้าหมายนั้นมากพอ การตั้งเป้าหมายที่ดีควรเป็นการตั้งเป้าหมายที่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน และมีทั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวโดยแต่ละเป้ามหายจะต้องมีรายละเอียดและออกแบบขั้นตอนต่างๆ เพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายให้ได้ บางครั้งเป้าหมายที่เราตั้งไว้อาจจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเราลงลึกถึงขั้นตอนและวางแผนเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นเป็นข้อๆ ออกมา เราก็จะพอเห็นความเป็นไปได้ของเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้

ความคิดเชิงกลยุทธ์
เป็นความคิดที่มีความยืดหยุ่นสูงไม่มีอะไรตายตัว การที่จะเป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ที่ดีได้ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้ามาถึงจุดนี้ได้ ความสำเร็จจะอยู่เพียงแค่เอื้อม


เครดิต : TerraBKK.com 
---------------------------
แบ่งปันความมั่งคั่งอย่างมั่นคงโดย
Wealth Creation
www.wci.co.th/blog
www.facebook.com/wealthcreationpage

10 ธุรกิจทำเงิน ที่สามารถทำได้หลังเลิกงาน


10 ธุรกิจทำเงิน ที่สามารถทำได้หลังเลิกงาน

10 ธุรกิจทำเงิน ที่สามารถทำได้หลังเลิกงาน

ตามปกติแล้วถ้าใครทำงานประจำแล้ว ก็อาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือถ้าใครเป็นเจ้าของแล้วก็ไม่คิดจะมาทำงานประจำ และสำหรับพนังงานประจำบางคนก็มีคำถามในใจว่า จะลาออกเมื่อไหร่ดี? เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองซะเหลือเกิน อยากเป็นเจ้านายตัวเอง อยากเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตัวเองปลูกมันขึ้นมา เราจึงรวบรวม 10 ธุรกิจทำเงินน่าสนใจ ที่ช่วยสร้างรายได้ในกระเป๋าหลังเลิกงาน มาฝากกัน โดยที่คุณเองไม่ต้องลาออกก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้

1. ขายของกิน
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีฝีมือในการทำอาหารอร่อย แต่ต้องทำงานประจำทุกวัน การขายของกินไม่ว่าจะเป็นขายข้าวแกง หรือข้าวกล่อง ซึ่งคุณสามารถเลือกช่วงเวลาที่จะขายได้ด้วยตัวเอง เช่น เลิก 5 โมงเย็นทุกวัน เพราะจะได้ไม่กระทบต่องานประจำด้วย ก็ลองทำเมนูง่ายๆ มาลองขายก่อนก็ได้ อย่างเช่น ขายขนม ไก่ทอด และถ้าหากสินค้ายังขายไม่ดีก็อาจจะลองเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจับทางลูกค้าถูกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบทานอะไร ซึ่งอาชีพเสริมขายของกินนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานเสริมที่น่าสนใจและมีรายได้ดีเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ยังสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยการรับทำข้าวกล่องหรือรับออเดอร์ได้ด้วย

2. ขายในสิ่งที่คุณถนัด
จะดีแค่ไหนถ้าได้ทำงานที่ตัวเองชื่นชอบและยังเป็นอีกหนึ่งอาชีพเสริมรายได้ สามารถทำหลังเลิกงานได้ โดยการเขียนรวบรวมทักษะ ความรู้ของคุณผ่านการเขียน eBook หรือ digital content เมื่อนั้นก็จะดึงดูดคนที่อยากเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานหรือความรู้ของคุณเองโดยปริยาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าหรือมีต้นทุนการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น

3. เผยแพร่สาระและความบันเทิงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
Podcasting หรือ การให้บริการบนเวิลด์ไวด์เว็บในรูปแบบของการเผยแพร่กระจายเสียง ที่คุณสามารถใช้เวลาเพียงชั่วโมงหรือ 3 ชั่วโมง ในการสร้างกลุ่มคนฟัง โดยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครื่องเล่นมีเดียดิจิติอล (Digital Media Player) สามารถดาวน์โหลดและรับฟังข่าวสารจากเครื่องเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ
ทีนี้เมื่อมีกลุ่มคนฟังเหนียวแน่น คุณก็เริ่มหารายได้จากสปอน์เซอร์หรือโฆษณามาลงได้ อาจจะต้องลงทุนอุปกรณ์นิดหน่อย แต่ podcast online นั้นฟรี ซึ่ง Really Simple Syndication (RSS) จะเข้ามาช่วยให้คอนเทนต์ของบริการพอดแคสต์ที่จัดทำขึ้นสามารถถูกพบโดยผู้สนใจได้ทั่วโลกนั่นเอง ตัวอย่างซอฟต์แวร์พอดแคสต์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานก็เช่น iTunes ของ Apple หรือ Google Play เป็นต้น

4. ขายสินค้าผ่าน social media
มันเป็นโอกาสดี ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่น social media ในตอนเย็น ทำไมคุณไม่ใช้พื้นที่ตรงนี้ในการเพิ่มรายได้ให้กับคุณ อาจเริ่มโดยการขายที่คุณสนใจ ซึ่ง Facebook ก็ได้บอกว่ามีหลายธุรกิจที่ทำการค้าขายผ่านออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญ คือคุณต้องบริหารเวลา การจัดส่งสินค้า การตรวจสอบเงินโอนให้เป็นระบบด้วย

5. เขียน blog ของตนเอง
มีคนไม่น้อยที่สงสัยว่าแล้วการเขียน Blog มันได้เงินอย่างไรหรือสร้างรายได้จากตรงไหน ? ซึ่งแน่นอนหลายๆทางที่คุณจะหารายได้จากบล็อก ไม่จำเป็นว่าบล็อกนั้นจะต้องเป็นบล็อกส่วนตัว อาจจะเป็นบล็อกเฉพาะทางที่ชอบหรือถนัดก็ได้ แล้วอัฟเดทให้สม่ำเสมอแล้วจะมีคนติดตามคุณเอง เช่น
บล็อกท่องเที่ยว สถานที่ที่เคยไป เคยเที่ยวมาก็เอามาเขียนลงบล็อกได้,บล็อกรีวิวหนัง ไปดูหนังมาก็เอามาเขียนรีวิวแนะนำเพื่อนได้, บล็อกเนื้อเพลงที่ชอบ, บล็อกหนังสือที่เคยอ่าน, บล็อกภาพถ่ายของเราเอง ชอบถ่ายรูปก็เอามาลง ดีไม่ดีภาพนั้นอาจจะขายได้เงินอีกทาง, บล็อกกีฬาโปรด , หรือบล็อกเกี่ยวกับงานที่เราทำก็ได้, บล๊อกทำขนม อาหาร หรือขายแบนเนอร์ ง่ายสุดๆละ หาคนมาซื้อพื้นที่โฆษณา ลงโฆษณาบนบล็อก เป็นต้น

6. เรียนรู้ graphic design
มันไม่ยากหนัก ถ้าจะฝึกเรียนรู้ graphic design ด้วยตนเอง จากคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน เพราะการมีพื้นฐานเกี่ยวกับการออกแบบกราฟิก จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้ ดีไซน์ที่ดีจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดี และนำไปสู่การขายดีได้ เพื่อส่งต่อภาพลักษณ์นั้นให้กับกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจได้ประทับใจที่สุด โดยอาจเริ่มจากโปรแกรม Adobe software และเว็บไซต์ เช่น Canva และ Visme

7. รับสอนดนตรี
ปัจจุบันมีผู้สนใจเรียนดนตรีมากขึ้น ทั้งการเล่นดนตรีประเภทต่างๆ และการร้องเพลง ไม่ว่าจะมาเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม เพราะเป็นช่องทางที่จะก้าวสู่อาชีพสร้างรายได้อย่างงาม ดังนั้น หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความรักและเชี่ยวชาญดนตรีอยู่แล้วละก็ อย่าทิ้งโอกาสที่จะเปิดโรงเรียนสอนดนตรี เพราะตลาดเรียนดนตรีขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้นแน่นอน

8. พัฒนาแอพพริเคชั่น
สร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือและสมาร์ทโฟนขาย เป็นธุรกิจทำเงินที่สร้างรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยรายได้ที่ว่านั้นมาจากโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎบนแอปพลิเคชั่นของคุณ หลายๆ คนก็เริ่มหาความรู้ เพื่อที่จะสร้างแอพพลิเคชั่น หวังว่าจะเป็นนวัตกรรมดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดาวน์โหลด ซึ่งยิ่งมียอดดาวน์โหลดมากเพียงใด นั่นก็เท่ากับว่าผู้สร้างแอพก็จะมีรายได้เข้ากระเป๋ามากเท่านั้น และถึงแม้ช่องทางหาเงินนี้ เริ่มต้นอาจต้องใช้เวลาหน่อยในการสร้างแอพพลิเคชั่น แต่เมื่อใดที่คุณลงมือทำแล้วละก็ ครั้งต่อไปคุณเองจะสามารถบริหารเวลาในการปล่อยแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้ดีทีเดียว

9. บริการสถานเลี้ยงสัตว์
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ใช้เวลาหลังเลิกงานและวันหยุด เปิดร้าน Grooming Space ร้านอาบน้ำตัดขนให้น้องสุนัขและน้องแมว

10. ช่างซ่อมบำรุง
เมื่อคุณกลายมาเป็นช่างซ่อมบำรุงนอกเหนือจากชั่วโมงเวลาการทำงานประจำของช่างบริการอื่น คุณอาจได้รับข้อเสนอพิเศษจากลูกค้า หากเป็นความต้องการที่เร่งรีบ อยากให้ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยคุณอาจติดประกาศโฆษณาบริการตามสถานที่สาธารณะต่างๆ
ที่มา : entrepreneur ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

3 คำถามการเงิน ที่ควรถามคนรักก่อนแต่งงาน!

 ขอนำส่งเรื่องราวการวางแผนทางการเงินและคำถามที่ควรถามคนรักของท่านก่อนตัดสินใจแต่งงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตคู่อย่างยิ่ง  ควรมาจับเข่านั่งคุยกัน เพื่อวางแผนชีวิตร่วมกัน

 โดยมี 3 คำถามการเงิน ที่ควรคุยกันดังนี้

1.ปรัชญาทางการเงินของคุณคืออะไร?

ก่อนที่คุณทั้งสองจะเปิดบัญชีธนาคาร หรือวางแผนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน คุณทั้งสองจำเป็นต้องเริ่มทำความเข้าใจภูมิหลังทางการเงินของกันและกันก่อน รวมถึงความคิดที่คุณทั้งสองมีต่อการเงิน และจุดประสงค์ในการใช้เงินในชีวิต นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงความคิดและทัศนคติต่อราคาสิ่งของต่าง ๆ และสิ่งที่พ่อแม่ของคุณทั้งสองสอนมาเกี่ยวกับการเงินค่ะ

2.อะไรคือเป้าหมายทางการเงินของคุณ?

 เพียงเพราะว่าคุณมีรายได้หลายทาง มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถจ่ายได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการใช่ไหมคะ และอีกอย่างคนเราทุกคนย่อมมีความต้องการที่ยิ่งใหญ่และเป้าหมายในชีวิตทุกคน (ซึ่งไม่ใช่ความอยากได้ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือของฟุ่มเฟือยอื่น ๆ) ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวรอบโลก มีรถยนต์ดี ๆ สักคัน มีเงินเก็บหลายล้านบาทก่อนอายุ 35… ซึ่งไม่ว่าเป้าหมายทางการเงินในชีวิตของคุณทั้งสองจะเป็นอะไร แต่หากคุณทั้งสองกำลังจะแต่งงานกัน คุณทั้งสองจะต้องคิดทบทวนและพูดคุยถึงเป้าหมายทางการเงินในชีวิตของกันและกัน เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้และสามารถช่วยคุณให้ก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงินนั้นได้สำเร็จค่ะ

 3.วางแผนงบประมาณการเงินร่วมกันได้หรือเปล่า?

 ก่อนที่คุณจะร่วมหอลงโรงด้วยกัน เราอยากให้คุณถามอีกฝ่ายก่อนว่า “จะวางแผนงบประมาณการเงินร่วมกันได้หรือไม่?” เพราะมีคู่รักจำนวนไม่น้อยนะคะที่ไม่วางแผนงบประมาณทางการเงิน หรือไม่ได้เปิดบัญชีร่วมกัน หลังจากนั้น ก็คุยกับคู่รักของคุณว่า ควรเก็บเงินร่วมกันต่อเดือนเท่าไหร่? มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้างที่คุณทั้งสองจะต้องจ่ายร่วมกันหรือต้องแบ่งกันจ่าย? งานแต่งงานของคุณทั้งสองควรมีงบเท่าไหร่ หรือคุณและเขาต้องออกส่วนไหนกันบ้าง? เพราะคำถามข้างต้นเหล่านั้นจะสามารถทำให้คุณรู้ได้ดีว่าเขามีนิสัยทางการเงินอย่างไรบ้าง และมีทัศนคติอย่างไรกับการแชร์ทุกอย่างร่วมกัน เพราะมันคงไม่ดีแน่ค่ะ หากคุณจะต้องออกทุกอย่างเพียงคนเดียว!

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=112542

7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน


หลายคนอาจจะกำลังเผชิญปัญหาเป็นหนี้ ซึ่งรายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอใช้สักเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องแบ่งไปชำระหนี้อีก ยังไม่รวมถึงภาระอื่นๆอีกมากมาย หากกำลังมองหาวิธีการที่จะมาช่วยหมุนเงินให้ทันเวลาละก็ มาถูกทางแล้วครับ

วันนี้เรามาดู 7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

1.ลดค่าใช้จ่าย

 หากสังเกตุได้ว่ารายได้เริ่มจะไม่พอใช้ได้อย่างชัดเจน เราต้องรีบหาทางแก้ไขแล้วแหละครับ โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าของอุปโภคบริโภคต่างๆ เราไม่สามารถลดส่วนนี้ได้มาก จึงถึงเวลาที่ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิง อาหารหรูหรา ท่องเที่ยว ให้ด่วนที่สุดครับ

 2.สร้างรายได้มากขึ้น

 ในเมื่อรายได้เริ่มไม่พอใช้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาอะไรทำสักอย่างเพื่อเพิ่มพูนรายได้สักหน่อย อาจจะหางาน Part-time ทำ อาชีพเสริม หรือทำงานนอกเวลาที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานประจำ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มากที่สุด โดยมีหลายช่องทางมากมาย เช่น ขายของตามเทศกาลต่างๆ หากไม่สะดวกก็หาสินค้ามาขายออนไลน์ได้อีกด้วยนะครับ

3.หยุดก่อหนี้เพิ่ม

นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ ในเมื่อเราเป็นหนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม เพราะถ้าต้องจ่ายทั้งเจ้าหนี้เก่า และเจ้าหนี้ใหม่ รับรองเลยว่าแย่แน่ๆ!! บางคนอาจจะใช้วิธีการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่งไปเพื่อไปจ่ายหนี้อีกใบ ซึ่ืงดอกเบี้ยสูงมากแน่ และพวกหนี้นอกระบบลืมไปได้เลย จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ยากจะชำระคืนอีกด้วย ทางที่ดีชำระหนี้เจ้าเดิมให้หมดก่อนดีที่สุดครับ

4.งดใช้บัตรเครดิต

ปกติหากเราใช้บัตรเครดิตในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินให้หนักกระเป๋า แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระบิลเรียกเก็บเงินได้เต็มจำนวน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างหนี้บัตรเครดิต ทำให้ตัวเองมีหนี้มากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับการใช้เงินสด เวลาเราจ่าย จะทำให้รู้ว่าเงินในกระเป๋ามันหายไปในทันที เห็นกับตาเลยว่า เราใช้เงินไปแล้วเท่าไหร และเราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม แบบนี้แหละจะได้ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

5.รีไฟแนนซ์ช่วยได้

 หากเราใช้หนี้ไม่ไหวจริงๆ มันมีมากเหลือเกิน การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ โดยการเจรจากับผู้ให้กู้รายใหม่ หรือรายเดิม ทำการรวมยอดหนี้ทั้งหมดไว้ในก้อนเดียว จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้ แต่เราต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาในการขอรีไฟแนนซ์ด้วยว่า คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ดอกเบี้ยถูกลงหรือไม่

6.เจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหน้าที่

 จริงๆ แล้วสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ไหนๆ ก็อยากให้เราคืนเงินจนครบจำนวนกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าไปเจรจาโดยขอลดดอกเบี้ยลง ขอลดอัตราการชำระหนี้ขึ้นต่ำต่อเดือน ยืดอายุหนี้ ยังไงเขาก็ประนีประนอม อย่างน้อยๆ เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะชดใช้หนี้ให้เห็นจริงๆ เจ้าหนี้เองก็ไม่อยากให้หนี้เราเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สูญ ภาระจะได้เบาลงบ้างครับ

7.วางแผนการเงิน

พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เราเป็นหนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวางแผนการเงินหรือเปล่า? ที่ต้องทำก็ไม่ได้ยากเลยนะครับ แค่เราต้องแบ่งเงินรายได้ของเราเป็นส่วนๆ โดยแบ่งเป็น เงินสำหรับการใช้จ่าย เงินสำหรับการออม เงินสำหรับการใช้จ่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น กับ ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ซึ่งถ้างบประมาณตรงนี้เราใช้ไม่หมด เราก็สามารถเอาไปไว้ตรงส่วนเงินออมได้อีกด้วยครับ หากใครกำลังเป็นหนี้ก็อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ รับรองปลดหนี้ได้รวดเร็วและสบายใจอย่างแน่นอนครับ

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=126811

7 เคล็ดลับความสำเร็จ นักธุรกิจ SME

ปัจจุบันมีคนหันมาเป็น นักธุรกิจ กันมากขึ้น ด้วยความหวังที่จะสามารถทำสิ่งที่ตนเองรักได้และยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองในระยะยาว แต่การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ อยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเองเป็นหลัก ฉะนั้น คงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังจะทำธุรกิจของตัวเอง หากได้รู้ว่า บรรดา นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายเขาทำธุรกิจยังไง มีเทคนิคอะไรบ้าง ถึงได้ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับของพวกเขามีดังต่อไปนี้

 1. เน้นกระแสเงินสด

นักธุรกิจหลายๆ คนมุ่งแต่จะให้ธุรกิจของตนเองได้กำไรเป็นอันดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว เราควรจะให้ความสนใจกับกระแสเงินสดที่หมุนเวียนในบริษัทมากกว่า เพราะเราต้องใช้เงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้ามียอดเงินหมุนเวียนในบริษัทตลอด มีการชำระหนี้ตรงเวลา พยายามให้มีการเรียกเก็บเงินระยะสั้นๆ ปิดยอดไวๆปิดเรื่อยๆ เราก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาเอง

 2. ทำงบประมาณรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ

นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนมองข้ามไป จนทำให้ไม่สามารถบริหารเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดแค่ว่าแค่มีเงินหมุนในธุรกิจตลอด และไม่ขาดทุนก็พอแล้ว อันที่จริงเราควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าเพื่อดูว่า เมื่อไรที่เราคาดว่าจะขาดเงิน จะได้หาเงินมาเติมสภาพคล่องธุรกิจได้ทัน หรือการเก็บหนี้ของธุรกิจทำได้ดีหรือไม่ สินค้าคงคลังอยู่ในสต็อกเรานานไปไหม เป็นต้น ประโยชน์อีกอย่างคือ พอเรามีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่าย จะทำให้เราสามารถออมเงินที่เกิดจากกำไรเผื่อได้ด้วย เพราะรู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะต้องใช้กับอะไรแค่ไหน ที่เหลือก็เก็บเป็นกำไร หรือนำไปออมเพื่อต่อยอดได้เลย

3. ประมาณการความต้องการและกำลังผลิตอย่างต่ำ

 เราต้องประเมินแนวโน้มความต้องการของตลาดเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็กำหนดสัดส่วนความต้องการ เช่น ถ้าบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับผู้ชาย มีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ใช้เป็นประจำอยู่ที่ 1 ล้านคน ประมาณการส่วนแบ่งการตลาดขั้นต่ำที่ต้องการได้คือ 10% นั่นหมายถึง 100,000 คน จากนั้นก็นำมาคิดด้วยกำลังการผลิตขั้นต่ำของทางบริษัทว่าสามารถทำได้อย่างน้อยกี่ชิ้้นต่อวันแล้วนำไปหักลบกันให้เรียบร้อยเพื่อหากำลังการผลิตว่าสามารถตอบสนองได้หรือไม่นั่นเอง

 4. ใช้แหล่งทรัพยากรจากที่อื่นบ้าง

เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีในธุรกิจอย่างรอบคอบ ถ้าวันนี้บริษัทเราเพิ่งเริ่ม การจ้างพนักงานประจำมาทำบัญชี จ้างนักกฎหมายมาดูสัญญาระหว่างเรากับลูกค้า หรือสร้างโรงงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่จำเป็น เพราะว่า สำหรับการทำบัญชี ช่วงเริ่มแรกเราอาจจะจ้างนักบัญชีมาทำให้ก็ได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปี เมื่อเทียบกับจ้างพนักงานบัญชีประจำของบริษัทเดือนละ 9,000 บาท เราจะประหยัดเงินไปได้เยอะ ส่วนเรื่องสินค้า เราก็ควรจ้างคนอื่นผลิตก่อน เพราะยังไม่รู้เลยว่าสินค้าจะขายได้ไหม ถ้าลงทุนเปิดโรงงานไปเป็นล้านบาท สุดท้าย ขายของไม่ได้ เงินเราก็จะหายไปกับค่าลงทุนกับโรงงาน เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นก็ไม่ได้ เจ๊งกันไป

5. ทำการตลาดผ่านสื่อยุคใหม่

 อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องทางในการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้สามารถได้รับข้อมูลจากแบรนด์สินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้เลยในการโฆษณาและทำการตลาดเพื่อผลักดันสินค้าของเราไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ อาจจะเป็นการเขียน Blog เพื่อรีวิวสินค้า สร้าง Face page ใน Facebook อัพเดทรูปสวยๆ ของสินค้าผ่าน Instagram เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังแทบไม่ต้องใช้เงินเลยด้วย

6. สำรวจความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ

 ด้วยความที่ตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราเองก็อย่าหยุดอยู่กับที่ เราต้องสำรวจความต้องการตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่า สินค้าที่เรามีอยู่ ยังมีคนต้องการไหม หรือมันตกยุคไปแล้ว เราต้องหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะขยายธุรกิจ อาจฟังจากความเห็นลูกค้า หรือสอบถามพนักงานที่อยู่หน้างานของเรา เป็นต้น นอกจากนี้ควรศึกษาคู่แข่ง วิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดด้อยของคู่แข่งแล้วลองเปรียบเทียบกับของตนเองเพื่อหาจุดเด่นในการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ

7. อย่ากลัวที่จะแตกต่าง

 การนำเสนอสินค้าและบริการที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแพ็จเกจแบบใหม่ การเปลี่ยนส่วนผสมใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่ดึงดูดใจต่อลูกค้า เพราะความแตกต่างนี่แหละจะทำให้ผู้ซื้อมองเห็นเราและอยากลองซื้อสินค้าและบริการนั้น อีกอย่างที่สำคัญคือ ความแตกต่าง จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมือนใคร การจะทำธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จได้ แน่นอว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าหากบริษัทมีการบริหารจัดการที่มี เป็นระบบ มีการวางแผนที่ดี มีการโปรโมทที่เข้ากับยุคสมัย และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าและบริการ รับรองว่าสักวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างผู้ประกอบการหลายๆ ท่านแน่นอน

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=119288

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management)

การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management)

การบริหารงานภายในองค์กรทั้งภาครัฐและองค์กรธุรกิจ มีปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งขัน ดังนั้นผู้บริหารหรือผู้ประกอบการจึงต้องนำวิธีการหรือกลยุทธ์ต่างๆเข้ามา ใช้ในกระบวนการบริหาร เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น การจัดการเชิงกลยุทธ์เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้ในองค์กรมากที่สุด
การจัดการเชิงกลยุทธ์
การจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management)
ความหมาย
การจัดการเชิงกลยุทธ์ หรือ Strategic Management หมายถึง การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และประเมินสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก องค์กร เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ และก่อให้เกิดความได้เปรียบจากคู่แข่งขันทางธุรกิจ
การจัดการเชิงกลยุทธ์ สำคัญอย่างไร

  1. เป็นการกำหนดกรอบหรือทิศทางการทำงานขององค์กรให้ชัดเจน โดยการเขียนวัตถุประสงค์ของ องค์กรไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้เลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสม
  2. ช่วยให้ผู้บริหารปรับตัวตามสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และสามารถปรับทิศทางการ ดำเนินงานได้สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  3. สร้างความพร้อมให้กับองค์กร การจัดการเชิงกลยุทธ์ทำให้องค์กร มีการวิเคราะห์และประเมิน ปัจจัยต่างๆภายในองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการรับกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ อาจเกิดขึ้นได้
  4. ช่วยสร้างประสิทธิภาพและศักยภาพด้านการแข่งขันให้กับองค์กร เสริมสร้างการพัฒนาขีดความสามารถส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางด้านการแข่ง ขัน
  5. ช่วยให้การทำงานสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน เนื่องจากมีการกำหนดกลยุทธ์และการควบคุมตรวจสอบไว้อย่างชัดเจน
  6. ทำให้องค์กรมีมุมมองการบริหารอย่างครอบคลุม เนื่องจากการบริหารเชิงกลยุทธ์ให้ความสำคัญกับปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อ การบริหารองค์กรทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
  โดยสรุป การจัดการเชิงกลยุทธ์ถือเป็น เครื่องมือสำคัญสำหรับผู้บริหารหรือผู้ประกอบการ ที่จะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสความสำเร็จ เพราะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์และประเมินสภาพการณ์ในระยะยาวขององค์กร เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการดำเนินงานที่สามารถประเมินและปรับเปลี่ยนภายใน แต่กระบวนการ ให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกได้ตลอดเวลา

รูปแบบการจัดการความรู้ กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

รูปแบบการจัดการความรู้ กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ

การจัดการความรู้ (Knowledge Management) หรือ KM คือการสร้าง การจัดระเบียบ หรือการรวบรวมและแลกเปลี่ยนประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร เช่นความรู้จากตัวบุคคล ความรู้หรือข้อมูลจากเอกสารมาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเกิดการเรียนรู้ภายในองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขัน รูปแบบการจัดการความรู้จึงเปรียบเสมือนกลยุทธ์สู่ความสำเร็จขององค์กร
หลักสำคัญของการจัดการความรู้
หลักสำคัญของการจัดการความรู้ ก็คือการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวคนภายในองค์กรมาจัดเป็นกระบวนการใน หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการไปพร้อมๆกัน ได้แก่
  1. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงาน
  2. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาคน
  3. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
รูปแบบหรือกระบวนการจัดการความรู้

  1. การบ่งชี้ความรู้ องค์กรทุกองค์กรต้องมีเป้าหมายในการดำเนินงาน การทำธุรกิจก็เช่นกันและเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าในองค์กรของเรามีความรู้อะไร เป็นความรู้ลักษณะใด อยู่ที่ใคร เป็นต้น
  2. การแสวงหาความรู้ เป็นการสร้างความรู้ขึ้นมาใหม่หรือแสวงหาความรู้ทั้งจากภายนอก และที่มีอยู่แล้วภายในองค์กร
  3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ เป็นการจัดวางโครงสร้างความรู้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำความรู้มาใช้อย่างเป็นระบบ
  4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ เป็นการปรับปรุงเนื้อหาความรู้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  5. การเข้าถึงความรู้ คือขั้นตอนที่ทำให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย เช่น การประชาสัมพันธ์
  6. การแบ่งปันความรู้ เช่น ทำเป็นเอกสาร หรือจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้
  7. การเรียนรู้ เช่น การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ
รูปแบบการจัดการความรู้ คือกลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจ เพราะการจัดการความรู้หรือ การประมวลผลข้อมูลความรู้จากบุคคลภายในองค์กร จากความคิดและประสบการณ์ของบุคคล มาจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์หรือปรับใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ องค์กร สำหรับการทำธุรกิจ การจัดการความรู้ เปรียบเหมือนเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ วางไว้ได้เร็วขึ้น

การจัดการ หมายถึง ( Management) อะไร?

การจัดการ หมายถึง ( Management) อะไร?

“การจัดการ” เป็นคำที่นิยมใช้เกี่ยวกับการทำธุรกิจซึ่งต่างจากคำว่า “การบริหาร” ที่หมายถึงการ  ดำเนินงานหรือปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐในบางครั้งอาจใช้คำว่า การบริหารจัดการ สำหรับคำว่าการจัดการส่วนใหญ่นิยมใช้ในภาคธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวง หาผลกำไรเป็นหลัก คำว่าการจัดการหมายถึง อะไรและมีความสำคัญอย่างไรต่อองค์กรธุรกิจ im2market มีคำตอบ
การจัดการ หมายถึง ?
การจัดการ หรือ Management หมายถึง กระบวนการทำงานหรือกิจกรรมที่กลุ่มบุคคลในองค์กร ร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามแนวทางที่กำหนดไว้ 5 ขั้นตอนประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การบังคับบัญชาสั่งการ การประสานงาน และการควบคุม
การจัดการ หมายถึง
ความสำคัญของการจัดการ
กระบวนการทำงานหรือการจัดการมีความสำคัญต่อองค์กรธุรกิจ เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อ ความสำเร็จที่จะทำให้เกิดผลกำไรและช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไป ได้ นอกจากนี้กระบวนการจัดการยังเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องรู้จักนำมา ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากแต่ละ องค์กรมีปัจจัยความสำเร็จที่แตกต่างกัน

กระบวนการในการจัดการ
  1. การวางแผน การวางแผนหรือ Planning หมายถึงการพิจารณากำหนดแนวทางการทำงานให้ บรรลุเป้าหมาย โดยเกิดจากการใช้ดุลพินิจคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อเป็นแนวทางการการทำงานใน อนาคต
  2. การจัดองค์การ การจัดองค์การหรือ Organizing หมายถึง การจัดระเบียบหรือโครงสร้างของการ ทำงานภายในองค์กรให้เป็นระบบระเบียบและอยู่ในส่วนประกอบที่เหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์และช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
  3. การบังคับบัญชาสั่งการ หรือ Commanding หมายถึง ภาระหน้าที่ของผู้บริหารในการใช้ความสามารถชักจูงหรือหว่านล้อมผู้ใต้บังคับ บัญชาให้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง จนสามารถทำให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จได้
  4. การประสานงาน หรือ Coordinating หมายถึง การจัดให้ทรัพยากรบุคคลภายในองค์กรทำงานประสานสัมพันธ์สอดคล้องเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานราบรื่นและบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การควบคุม หรือ Controlling หมายถึง กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การแก้ไขการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดจนการดำเนินงานตามแผน และการประเมินแผนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
โดยสรุป การจัดการ (Management) ก็คือกระบวนการต่างๆในการทำให้องค์กรธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยมี 5 ขั้นตอนตั้งแต่การวางแผน การจัดการองค์การ การบังคับบัญชาสั่งการ การประสานงานและการควบคุม เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยมีทักษะของผู้บริหารหรือเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ นั้นเอง

การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)

การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)

การบริหารงานหรือการบริหารองค์กร มนุษย์ถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อน กระบวนการทำงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นการการบริหารงานบุคคลเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ความเข้าใจก่อนว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อการบริหารองค์กร
การจัดการทรัพยากรมนุษย์
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง กระบวนการจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคน การคัดเลือก บุคคลเข้าทำงาน การจัดวางตำแหน่งของบุคคลให้เหมาะสมกับงานตลอดจนการจัดสวัสดิการ การจ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทน การพิจารณาบทบาทหน้าที่และการควบคุมการทำงานของบุคลากรให้ทำงานอย่างเต็ม ศักยภาพ ซึ่งกระบวนการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
  1. ระยะการคัดเลือกหรือได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์
  2. ระยะการควบคุมดูแลและรักษาทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างปฏิบัติงานในองค์กร
  3. ระยะสุดท้าย คือการพ้นจากงาน การจัดสวัสดิการตอบแทนหลังเกษียณหรือการพ้นจากงานในกรณีอื่นๆเช่นการเลิกจ้าง

ความสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการบริหารองค์กร เพราะเป็นขั้นตอนที่ได้คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่ง หน้าที่และเหมาะสมกับงาน ทำให้การทำงานมีคุณภาพผลงานที่ออกมาได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการทรัพยากรมนุษย์ยังช่วยรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพในการทำงานให้อยู่ กับองค์กร โดยมีการพัฒนาจัดสวัสดิการให้กับพนักงาน มีการประเมินผลการทำงาน วิเคราะห์การทำงานเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่บุคคลอย่างเหมาะสม
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญต่อการบริหารองค์กร นอกจากองค์กรต้องจัดให้มีสวัสดิการ มีการวิเคราะห์ประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรแล้ว การสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างทรัพยากรบุคคลก็มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการ บริหารงานหรือบริหารคนซึ่งจะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรด้วยเช่นกัน