ขอนำส่งเรื่องราวการวางแผนทางการเงินและคำถามที่ควรถามคนรักของท่านก่อนตัดสินใจแต่งงาน เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตคู่อย่างยิ่ง ควรมาจับเข่านั่งคุยกัน เพื่อวางแผนชีวิตร่วมกัน
โดยมี 3 คำถามการเงิน ที่ควรคุยกันดังนี้
1.ปรัชญาทางการเงินของคุณคืออะไร?
ก่อนที่คุณทั้งสองจะเปิดบัญชีธนาคาร หรือวางแผนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน คุณทั้งสองจำเป็นต้องเริ่มทำความเข้าใจภูมิหลังทางการเงินของกันและกันก่อน รวมถึงความคิดที่คุณทั้งสองมีต่อการเงิน และจุดประสงค์ในการใช้เงินในชีวิต นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงความคิดและทัศนคติต่อราคาสิ่งของต่าง ๆ และสิ่งที่พ่อแม่ของคุณทั้งสองสอนมาเกี่ยวกับการเงินค่ะ
2.อะไรคือเป้าหมายทางการเงินของคุณ?
เพียงเพราะว่าคุณมีรายได้หลายทาง มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถจ่ายได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการใช่ไหมคะ และอีกอย่างคนเราทุกคนย่อมมีความต้องการที่ยิ่งใหญ่และเป้าหมายในชีวิตทุกคน (ซึ่งไม่ใช่ความอยากได้ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือของฟุ่มเฟือยอื่น ๆ) ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวรอบโลก มีรถยนต์ดี ๆ สักคัน มีเงินเก็บหลายล้านบาทก่อนอายุ 35… ซึ่งไม่ว่าเป้าหมายทางการเงินในชีวิตของคุณทั้งสองจะเป็นอะไร แต่หากคุณทั้งสองกำลังจะแต่งงานกัน คุณทั้งสองจะต้องคิดทบทวนและพูดคุยถึงเป้าหมายทางการเงินในชีวิตของกันและกัน เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้และสามารถช่วยคุณให้ก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงินนั้นได้สำเร็จค่ะ
3.วางแผนงบประมาณการเงินร่วมกันได้หรือเปล่า?
ก่อนที่คุณจะร่วมหอลงโรงด้วยกัน เราอยากให้คุณถามอีกฝ่ายก่อนว่า “จะวางแผนงบประมาณการเงินร่วมกันได้หรือไม่?” เพราะมีคู่รักจำนวนไม่น้อยนะคะที่ไม่วางแผนงบประมาณทางการเงิน หรือไม่ได้เปิดบัญชีร่วมกัน หลังจากนั้น ก็คุยกับคู่รักของคุณว่า ควรเก็บเงินร่วมกันต่อเดือนเท่าไหร่? มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้างที่คุณทั้งสองจะต้องจ่ายร่วมกันหรือต้องแบ่งกันจ่าย? งานแต่งงานของคุณทั้งสองควรมีงบเท่าไหร่ หรือคุณและเขาต้องออกส่วนไหนกันบ้าง? เพราะคำถามข้างต้นเหล่านั้นจะสามารถทำให้คุณรู้ได้ดีว่าเขามีนิสัยทางการเงินอย่างไรบ้าง และมีทัศนคติอย่างไรกับการแชร์ทุกอย่างร่วมกัน เพราะมันคงไม่ดีแน่ค่ะ หากคุณจะต้องออกทุกอย่างเพียงคนเดียว!
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=112542
วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน
หลายคนอาจจะกำลังเผชิญปัญหาเป็นหนี้ ซึ่งรายได้ที่เข้ามาก็ไม่พอใช้สักเท่าไหร่ แล้วไหนจะต้องแบ่งไปชำระหนี้อีก ยังไม่รวมถึงภาระอื่นๆอีกมากมาย หากกำลังมองหาวิธีการที่จะมาช่วยหมุนเงินให้ทันเวลาละก็ มาถูกทางแล้วครับ
วันนี้เรามาดู 7 วิธี ใช้หนี้ แม้หมุนเงินไม่ทัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ
1.ลดค่าใช้จ่าย
หากสังเกตุได้ว่ารายได้เริ่มจะไม่พอใช้ได้อย่างชัดเจน เราต้องรีบหาทางแก้ไขแล้วแหละครับ โดยการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าของอุปโภคบริโภคต่างๆ เราไม่สามารถลดส่วนนี้ได้มาก จึงถึงเวลาที่ต้องลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิง อาหารหรูหรา ท่องเที่ยว ให้ด่วนที่สุดครับ
2.สร้างรายได้มากขึ้น
ในเมื่อรายได้เริ่มไม่พอใช้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องหาอะไรทำสักอย่างเพื่อเพิ่มพูนรายได้สักหน่อย อาจจะหางาน Part-time ทำ อาชีพเสริม หรือทำงานนอกเวลาที่ไม่ส่งผลกระทบต่องานประจำ เพื่อหารายได้เข้ามาให้มากที่สุด โดยมีหลายช่องทางมากมาย เช่น ขายของตามเทศกาลต่างๆ หากไม่สะดวกก็หาสินค้ามาขายออนไลน์ได้อีกด้วยนะครับ
3.หยุดก่อหนี้เพิ่ม
นี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ ในเมื่อเราเป็นหนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม เพราะถ้าต้องจ่ายทั้งเจ้าหนี้เก่า และเจ้าหนี้ใหม่ รับรองเลยว่าแย่แน่ๆ!! บางคนอาจจะใช้วิธีการกดเงินสดจากบัตรเครดิตใบหนึ่งไปเพื่อไปจ่ายหนี้อีกใบ ซึ่ืงดอกเบี้ยสูงมากแน่ และพวกหนี้นอกระบบลืมไปได้เลย จะกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ยากจะชำระคืนอีกด้วย ทางที่ดีชำระหนี้เจ้าเดิมให้หมดก่อนดีที่สุดครับ
4.งดใช้บัตรเครดิต
ปกติหากเราใช้บัตรเครดิตในการจ่ายค่าสินค้าและบริการต่างๆ เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินให้หนักกระเป๋า แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระบิลเรียกเก็บเงินได้เต็มจำนวน แบบนี้ก็เท่ากับสร้างหนี้บัตรเครดิต ทำให้ตัวเองมีหนี้มากกว่าเดิม ถ้าเทียบกับการใช้เงินสด เวลาเราจ่าย จะทำให้รู้ว่าเงินในกระเป๋ามันหายไปในทันที เห็นกับตาเลยว่า เราใช้เงินไปแล้วเท่าไหร และเราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น ทำให้ต้องคิดเยอะกว่าเดิม แบบนี้แหละจะได้ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
5.รีไฟแนนซ์ช่วยได้
หากเราใช้หนี้ไม่ไหวจริงๆ มันมีมากเหลือเกิน การรีไฟแนนซ์ช่วยได้ โดยการเจรจากับผู้ให้กู้รายใหม่ หรือรายเดิม ทำการรวมยอดหนี้ทั้งหมดไว้ในก้อนเดียว จะมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้ แต่เราต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลาในการขอรีไฟแนนซ์ด้วยว่า คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน ดอกเบี้ยถูกลงหรือไม่
6.เจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหน้าที่
จริงๆ แล้วสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้ไหนๆ ก็อยากให้เราคืนเงินจนครบจำนวนกันทั้งนั้น ถ้าเราเข้าไปเจรจาโดยขอลดดอกเบี้ยลง ขอลดอัตราการชำระหนี้ขึ้นต่ำต่อเดือน ยืดอายุหนี้ ยังไงเขาก็ประนีประนอม อย่างน้อยๆ เราก็ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะชดใช้หนี้ให้เห็นจริงๆ เจ้าหนี้เองก็ไม่อยากให้หนี้เราเป็นหนี้เสีย หรือหนี้สูญ ภาระจะได้เบาลงบ้างครับ
7.วางแผนการเงิน
พอลองคิดๆ ดูแล้ว ที่เราเป็นหนี้ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวางแผนการเงินหรือเปล่า? ที่ต้องทำก็ไม่ได้ยากเลยนะครับ แค่เราต้องแบ่งเงินรายได้ของเราเป็นส่วนๆ โดยแบ่งเป็น เงินสำหรับการใช้จ่าย เงินสำหรับการออม เงินสำหรับการใช้จ่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายจำเป็น กับ ค่าใช้จ่ายยืดหยุ่น ซึ่งถ้างบประมาณตรงนี้เราใช้ไม่หมด เราก็สามารถเอาไปไว้ตรงส่วนเงินออมได้อีกด้วยครับ หากใครกำลังเป็นหนี้ก็อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ รับรองปลดหนี้ได้รวดเร็วและสบายใจอย่างแน่นอนครับ
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=126811
7 เคล็ดลับความสำเร็จ นักธุรกิจ SME
ปัจจุบันมีคนหันมาเป็น นักธุรกิจ กันมากขึ้น ด้วยความหวังที่จะสามารถทำสิ่งที่ตนเองรักได้และยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเองในระยะยาว แต่การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ อยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเองเป็นหลัก ฉะนั้น คงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังจะทำธุรกิจของตัวเอง หากได้รู้ว่า บรรดา นักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายเขาทำธุรกิจยังไง มีเทคนิคอะไรบ้าง ถึงได้ประสบความสำเร็จ เคล็ดลับของพวกเขามีดังต่อไปนี้
1. เน้นกระแสเงินสด
นักธุรกิจหลายๆ คนมุ่งแต่จะให้ธุรกิจของตนเองได้กำไรเป็นอันดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว เราควรจะให้ความสนใจกับกระแสเงินสดที่หมุนเวียนในบริษัทมากกว่า เพราะเราต้องใช้เงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้ามียอดเงินหมุนเวียนในบริษัทตลอด มีการชำระหนี้ตรงเวลา พยายามให้มีการเรียกเก็บเงินระยะสั้นๆ ปิดยอดไวๆปิดเรื่อยๆ เราก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาเอง
2. ทำงบประมาณรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนมองข้ามไป จนทำให้ไม่สามารถบริหารเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดแค่ว่าแค่มีเงินหมุนในธุรกิจตลอด และไม่ขาดทุนก็พอแล้ว อันที่จริงเราควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าเพื่อดูว่า เมื่อไรที่เราคาดว่าจะขาดเงิน จะได้หาเงินมาเติมสภาพคล่องธุรกิจได้ทัน หรือการเก็บหนี้ของธุรกิจทำได้ดีหรือไม่ สินค้าคงคลังอยู่ในสต็อกเรานานไปไหม เป็นต้น ประโยชน์อีกอย่างคือ พอเรามีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่าย จะทำให้เราสามารถออมเงินที่เกิดจากกำไรเผื่อได้ด้วย เพราะรู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะต้องใช้กับอะไรแค่ไหน ที่เหลือก็เก็บเป็นกำไร หรือนำไปออมเพื่อต่อยอดได้เลย
3. ประมาณการความต้องการและกำลังผลิตอย่างต่ำ
เราต้องประเมินแนวโน้มความต้องการของตลาดเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็กำหนดสัดส่วนความต้องการ เช่น ถ้าบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับผู้ชาย มีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ใช้เป็นประจำอยู่ที่ 1 ล้านคน ประมาณการส่วนแบ่งการตลาดขั้นต่ำที่ต้องการได้คือ 10% นั่นหมายถึง 100,000 คน จากนั้นก็นำมาคิดด้วยกำลังการผลิตขั้นต่ำของทางบริษัทว่าสามารถทำได้อย่างน้อยกี่ชิ้้นต่อวันแล้วนำไปหักลบกันให้เรียบร้อยเพื่อหากำลังการผลิตว่าสามารถตอบสนองได้หรือไม่นั่นเอง
4. ใช้แหล่งทรัพยากรจากที่อื่นบ้าง
เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีในธุรกิจอย่างรอบคอบ ถ้าวันนี้บริษัทเราเพิ่งเริ่ม การจ้างพนักงานประจำมาทำบัญชี จ้างนักกฎหมายมาดูสัญญาระหว่างเรากับลูกค้า หรือสร้างโรงงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่จำเป็น เพราะว่า สำหรับการทำบัญชี ช่วงเริ่มแรกเราอาจจะจ้างนักบัญชีมาทำให้ก็ได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปี เมื่อเทียบกับจ้างพนักงานบัญชีประจำของบริษัทเดือนละ 9,000 บาท เราจะประหยัดเงินไปได้เยอะ ส่วนเรื่องสินค้า เราก็ควรจ้างคนอื่นผลิตก่อน เพราะยังไม่รู้เลยว่าสินค้าจะขายได้ไหม ถ้าลงทุนเปิดโรงงานไปเป็นล้านบาท สุดท้าย ขายของไม่ได้ เงินเราก็จะหายไปกับค่าลงทุนกับโรงงาน เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นก็ไม่ได้ เจ๊งกันไป
5. ทำการตลาดผ่านสื่อยุคใหม่
อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องทางในการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้สามารถได้รับข้อมูลจากแบรนด์สินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้เลยในการโฆษณาและทำการตลาดเพื่อผลักดันสินค้าของเราไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ อาจจะเป็นการเขียน Blog เพื่อรีวิวสินค้า สร้าง Face page ใน Facebook อัพเดทรูปสวยๆ ของสินค้าผ่าน Instagram เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังแทบไม่ต้องใช้เงินเลยด้วย
6. สำรวจความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความที่ตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราเองก็อย่าหยุดอยู่กับที่ เราต้องสำรวจความต้องการตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่า สินค้าที่เรามีอยู่ ยังมีคนต้องการไหม หรือมันตกยุคไปแล้ว เราต้องหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะขยายธุรกิจ อาจฟังจากความเห็นลูกค้า หรือสอบถามพนักงานที่อยู่หน้างานของเรา เป็นต้น นอกจากนี้ควรศึกษาคู่แข่ง วิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดด้อยของคู่แข่งแล้วลองเปรียบเทียบกับของตนเองเพื่อหาจุดเด่นในการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ
7. อย่ากลัวที่จะแตกต่าง
การนำเสนอสินค้าและบริการที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแพ็จเกจแบบใหม่ การเปลี่ยนส่วนผสมใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่ดึงดูดใจต่อลูกค้า เพราะความแตกต่างนี่แหละจะทำให้ผู้ซื้อมองเห็นเราและอยากลองซื้อสินค้าและบริการนั้น อีกอย่างที่สำคัญคือ ความแตกต่าง จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมือนใคร การจะทำธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จได้ แน่นอว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าหากบริษัทมีการบริหารจัดการที่มี เป็นระบบ มีการวางแผนที่ดี มีการโปรโมทที่เข้ากับยุคสมัย และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าและบริการ รับรองว่าสักวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างผู้ประกอบการหลายๆ ท่านแน่นอน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=119288
1. เน้นกระแสเงินสด
นักธุรกิจหลายๆ คนมุ่งแต่จะให้ธุรกิจของตนเองได้กำไรเป็นอันดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว เราควรจะให้ความสนใจกับกระแสเงินสดที่หมุนเวียนในบริษัทมากกว่า เพราะเราต้องใช้เงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้ามียอดเงินหมุนเวียนในบริษัทตลอด มีการชำระหนี้ตรงเวลา พยายามให้มีการเรียกเก็บเงินระยะสั้นๆ ปิดยอดไวๆปิดเรื่อยๆ เราก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาเอง
2. ทำงบประมาณรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ
นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนมองข้ามไป จนทำให้ไม่สามารถบริหารเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดแค่ว่าแค่มีเงินหมุนในธุรกิจตลอด และไม่ขาดทุนก็พอแล้ว อันที่จริงเราควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าเพื่อดูว่า เมื่อไรที่เราคาดว่าจะขาดเงิน จะได้หาเงินมาเติมสภาพคล่องธุรกิจได้ทัน หรือการเก็บหนี้ของธุรกิจทำได้ดีหรือไม่ สินค้าคงคลังอยู่ในสต็อกเรานานไปไหม เป็นต้น ประโยชน์อีกอย่างคือ พอเรามีการวางแผนล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่าย จะทำให้เราสามารถออมเงินที่เกิดจากกำไรเผื่อได้ด้วย เพราะรู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะต้องใช้กับอะไรแค่ไหน ที่เหลือก็เก็บเป็นกำไร หรือนำไปออมเพื่อต่อยอดได้เลย
3. ประมาณการความต้องการและกำลังผลิตอย่างต่ำ
เราต้องประเมินแนวโน้มความต้องการของตลาดเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็กำหนดสัดส่วนความต้องการ เช่น ถ้าบริษัทผลิตน้ำหอมสำหรับผู้ชาย มีกลุ่มตลาดเป้าหมายที่ใช้เป็นประจำอยู่ที่ 1 ล้านคน ประมาณการส่วนแบ่งการตลาดขั้นต่ำที่ต้องการได้คือ 10% นั่นหมายถึง 100,000 คน จากนั้นก็นำมาคิดด้วยกำลังการผลิตขั้นต่ำของทางบริษัทว่าสามารถทำได้อย่างน้อยกี่ชิ้้นต่อวันแล้วนำไปหักลบกันให้เรียบร้อยเพื่อหากำลังการผลิตว่าสามารถตอบสนองได้หรือไม่นั่นเอง
4. ใช้แหล่งทรัพยากรจากที่อื่นบ้าง
เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีในธุรกิจอย่างรอบคอบ ถ้าวันนี้บริษัทเราเพิ่งเริ่ม การจ้างพนักงานประจำมาทำบัญชี จ้างนักกฎหมายมาดูสัญญาระหว่างเรากับลูกค้า หรือสร้างโรงงานของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่จำเป็น เพราะว่า สำหรับการทำบัญชี ช่วงเริ่มแรกเราอาจจะจ้างนักบัญชีมาทำให้ก็ได้ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพียง 2-3 หมื่นบาทต่อปี เมื่อเทียบกับจ้างพนักงานบัญชีประจำของบริษัทเดือนละ 9,000 บาท เราจะประหยัดเงินไปได้เยอะ ส่วนเรื่องสินค้า เราก็ควรจ้างคนอื่นผลิตก่อน เพราะยังไม่รู้เลยว่าสินค้าจะขายได้ไหม ถ้าลงทุนเปิดโรงงานไปเป็นล้านบาท สุดท้าย ขายของไม่ได้ เงินเราก็จะหายไปกับค่าลงทุนกับโรงงาน เปลี่ยนไปขายอย่างอื่นก็ไม่ได้ เจ๊งกันไป
5. ทำการตลาดผ่านสื่อยุคใหม่
อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องทางในการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้สามารถได้รับข้อมูลจากแบรนด์สินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราก็ใช้ประโยชน์จากตรงนี้เลยในการโฆษณาและทำการตลาดเพื่อผลักดันสินค้าของเราไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ อาจจะเป็นการเขียน Blog เพื่อรีวิวสินค้า สร้าง Face page ใน Facebook อัพเดทรูปสวยๆ ของสินค้าผ่าน Instagram เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังแทบไม่ต้องใช้เงินเลยด้วย
6. สำรวจความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความที่ตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราเองก็อย่าหยุดอยู่กับที่ เราต้องสำรวจความต้องการตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่า สินค้าที่เรามีอยู่ ยังมีคนต้องการไหม หรือมันตกยุคไปแล้ว เราต้องหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะขยายธุรกิจ อาจฟังจากความเห็นลูกค้า หรือสอบถามพนักงานที่อยู่หน้างานของเรา เป็นต้น นอกจากนี้ควรศึกษาคู่แข่ง วิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดด้อยของคู่แข่งแล้วลองเปรียบเทียบกับของตนเองเพื่อหาจุดเด่นในการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ
7. อย่ากลัวที่จะแตกต่าง
การนำเสนอสินค้าและบริการที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นแพ็จเกจแบบใหม่ การเปลี่ยนส่วนผสมใหม่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่จะทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่ดึงดูดใจต่อลูกค้า เพราะความแตกต่างนี่แหละจะทำให้ผู้ซื้อมองเห็นเราและอยากลองซื้อสินค้าและบริการนั้น อีกอย่างที่สำคัญคือ ความแตกต่าง จะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมือนใคร การจะทำธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จได้ แน่นอว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าหากบริษัทมีการบริหารจัดการที่มี เป็นระบบ มีการวางแผนที่ดี มีการโปรโมทที่เข้ากับยุคสมัย และไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าและบริการ รับรองว่าสักวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างผู้ประกอบการหลายๆ ท่านแน่นอน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=119288
2 วิธีการ วางแผนการเงิน อย่างง่าย ๆ
ยอมรับนะคะว่าคนส่วนใหญ่ อาจจะใช้เงินเก่ง ใช้เงินเป็น เก็บเงินเป็น แต่มักจะไม่มีแผนการเงินที่ดี ทำให้บางครั้ง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา เงินขาดมือกันหมด แล้วเราจะทำยังไงถึงจะสามารถมีอิสระภาพทางการเงินเหมือนคนอื่น ๆ เขาได้บ้าง? ยิ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน เงินเข้ามา เดี๋ยว ๆ ก็ออกไป เหลือก็ไม่เยอะ ใช้ได้พอดีเดือนก็เรียกได้ว่าสบายแล้วจริงไหม แต่คุณทราบไหม ว่ามีวิธีที่สามารถทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มีอิสรภาพทางการเงินได้ แถมไม่ได้ทำยากด้วยครับ นั่นก็คือ วางแผนการเงิน นั่นเอง แล้วการวางแผนทางการเงินนี่มันจะต้องทำยังไงบ้าง วุ่นวาย ยุ่งยากไหม ไม่ต้องห่วง วันนี้ มี
2 วิธีการวางแผนการเงินอย่างง่าย ๆ มาแบ่งปันให้ทุกท่าน
1. ตรวจสุขภาพการเงินของตัวเราก่อน
หากเราจะเริ่มวางแผนทางการเงินของเรา เราก็ต้องทราบก่อนว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนจริงไหม วิธีการตรวจสุขภาพทางการเงินมีดังนี้ รายได้รวมต่อเดือน – รายจ่ายรวมต่อเดือน = สุขภาพทางการเงิน รวมรายได้ทั้งหมดของเรา (รายได้หลัก รายได้เสริม โบนัส กำไร เงินปันผล ฯลฯ) รวมรายจ่ายทั้งหมดของเรา นำมาหักลบกับรายได้รวมต่อเดือน จำนวนเงินที่เหลือจะบ่งบอกสุขภาพทางการเงินของเรา หากติดลบ แปลว่าสุขภาพทางการเงินของเรามีปัญหา มีรายจ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้ ต้องรีบแก้ไขด่วน หากเป็นบวก แปลว่าสุขภาพทางการเงินของเรายังดีอยู่ ควรสั่งสมสินทรัพย์รายได้เพิ่มเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงให้กับอนาคตของเราต่อไปนั่นเอง
2. การตั้งเป้าหมายการเงิน (ให้เหมาะกับเป้าหมายการใช้ชีวิต)
ชีวิตคนเราในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป
ช่วงอายุ 20+ ปี ก็จะมีเป้าหมายเพื่อซื้อสิ่งของ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเบล็ต รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซื้อคอนโดฯ เป็นต้น
ช่วงอายุ 30+ ปี ก็จะมีเป้าหมาย เป็นการแต่งงานสร้างครอบครัว การซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน การเก็บออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ต่อไป
ช่วงอายุ 50+ ปี ก็จะมีเป้าหมายเป็นการเตรียมตัวเกษียณ เตรียมเงินทุนสำหรับช่วงเกษียณของเรา เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบาย โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลานมากนัก และการเตรียมมรดกให้ลูก ๆ หลาน ๆ เป็นต้น แต่เป้าหมายของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้น เราควรคำนึงถึงเป้าหมายชีวิตของเราเป็นหลัก และทำการตั้งเป้าหมายทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเรานั่นเองค่ะ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ไม่ว่าใครก็สามารถไปถึงฝันได้เช่นกัน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=131494
2 วิธีการวางแผนการเงินอย่างง่าย ๆ มาแบ่งปันให้ทุกท่าน
1. ตรวจสุขภาพการเงินของตัวเราก่อน
หากเราจะเริ่มวางแผนทางการเงินของเรา เราก็ต้องทราบก่อนว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนจริงไหม วิธีการตรวจสุขภาพทางการเงินมีดังนี้ รายได้รวมต่อเดือน – รายจ่ายรวมต่อเดือน = สุขภาพทางการเงิน รวมรายได้ทั้งหมดของเรา (รายได้หลัก รายได้เสริม โบนัส กำไร เงินปันผล ฯลฯ) รวมรายจ่ายทั้งหมดของเรา นำมาหักลบกับรายได้รวมต่อเดือน จำนวนเงินที่เหลือจะบ่งบอกสุขภาพทางการเงินของเรา หากติดลบ แปลว่าสุขภาพทางการเงินของเรามีปัญหา มีรายจ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้ ต้องรีบแก้ไขด่วน หากเป็นบวก แปลว่าสุขภาพทางการเงินของเรายังดีอยู่ ควรสั่งสมสินทรัพย์รายได้เพิ่มเพื่อสร้างความมั่งคั่ง ความมั่นคงให้กับอนาคตของเราต่อไปนั่นเอง
2. การตั้งเป้าหมายการเงิน (ให้เหมาะกับเป้าหมายการใช้ชีวิต)
ชีวิตคนเราในแต่ละช่วงอายุ ก็จะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป
ช่วงอายุ 20+ ปี ก็จะมีเป้าหมายเพื่อซื้อสิ่งของ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเบล็ต รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ซื้อคอนโดฯ เป็นต้น
ช่วงอายุ 30+ ปี ก็จะมีเป้าหมาย เป็นการแต่งงานสร้างครอบครัว การซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน การเก็บออมเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ต่อไป
ช่วงอายุ 50+ ปี ก็จะมีเป้าหมายเป็นการเตรียมตัวเกษียณ เตรียมเงินทุนสำหรับช่วงเกษียณของเรา เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสบาย โดยไม่ต้องพึ่งลูกหลานมากนัก และการเตรียมมรดกให้ลูก ๆ หลาน ๆ เป็นต้น แต่เป้าหมายของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ดังนั้น เราควรคำนึงถึงเป้าหมายชีวิตของเราเป็นหลัก และทำการตั้งเป้าหมายทางการเงินให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเรานั่นเองค่ะ หากเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ไม่ว่าใครก็สามารถไปถึงฝันได้เช่นกัน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com - http://terrabkk.com/?p=131494
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
6 สาเหตุที่ต้องรู้ ทำไมธนาคารไม่ให้กู้ไปทำธุรกิจส่วนตัว
6 สาเหตุที่ต้องรู้
ทำไมธนาคารไม่ให้กู้ไปทำธุรกิจส่วนตัว
ขอสินเชื่อทำธุรกิจส่วนตัวจะผ่านหรือไม่ 6 สาเหตุนี้คือตัวตัดสิน
เป้าหมายทางด้านการงานอาชีพของคนในปัจจุบันอาจไม่ใช่การทำงานเป็นข้าราชการที่มอบความมั่นคง แต่เป็นการมีธุรกิจเป็นของตัวเองมากกว่า เพราะไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร มีความเป็นอิสระมากกว่า และมีแนวโน้มที่จะทำเงินได้มากกว่า
และการจะมีธุรกิจได้ หากไม่ได้มีต้นทุนหนาแต่แรกแล้วอาจจะลำบากหน่อย เพราะต้องไปขอกู้เงินมาเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ หรือถ้าอยากจะพัฒนาตัวสินค้าหรือขยับขยายกิจการ ก็ต้องใช้เงินมากเช่นกัน ดังนั้น การกู้เงินจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ
แต่ใช่ว่าจะขอสินเชื่อจากธนาคารแล้วจะได้รับอนุมัติกันง่าย ๆ นะคะ และนี่ก็คือ 6 สาเหตุที่ธนาคารอาจไม่ให้ผู้ประกอบการกู้เงินค่ะ
1. ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
เนื่องจากในระบบธนาคารหรือสถาบันการเงินใด ๆ ต้องมีการเรียกหลักประกันสำหรับค้ำประกันสินเชื่อ ส่วนใหญ่ธนาคารจะต้องการอสังหาริมทรัพย์ อย่างที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง รองลงมาอาจเป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เป็นต้น
หากธนาคารพิจารณาดูว่า หลักประกันที่เราเสนอมีสามารถเข้าไปครอบครองได้ทันที สะดวกในการขายทอดตลาดเพราะมีความต้องการซื้อสูง ก็จะมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้อนุมัติได้รวดเร็วและได้จำนวนเงินมาก
2. ยังขาดประสบการณ์
ผู้ประกอบการจำนวนมากอยากเริ่มต้นทำธุรกิจเพราะความชอบส่วนตัวหรือแรงบันดาลใจจากควาสำเร็จของผู้อื่น เช่น เห็นคนเปิดร้านกาแฟแล้วขายดิบขายดี ก็คิดไปเองว่าถ้าตัวเองเปิดร้านกาแฟบ้างก็คงจะไปได้ดีเหมือนกัน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องกาแฟมาก่อน และไม่ได้ศึกษาให้รอบรู้เรื่องนั้นเลย เป็นต้น
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ต้องการกู้เงินมักคิดแค่ว่า ถ้าได้ลูกค้าเท่านั้น จะมีรายได้เท่านี้ เป็นต้น แต่ในทางกลับกัน การพิจารณาให้สินเชื่อส่วนใหญ่จะตั้งบนพื้นฐานว่า ถ้าไม่ได้ตามที่คาดคิด แล้วธุรกิจจะเป็นอย่างไร ผู้กู้จะสามารถผ่อนชำระคืนสินเชื่อให้ธนาคารได้หรือไม่
ดังนั้น ถ้าผู้ประกอบการคนไหนที่มีลักษณะคิดแต่แง่ที่ว่า ตนเองจะต้องได้ผลกำไรเป็นเลิศอย่างเดียว ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้มาก่อน ธนาคารมักปฏิเสธการให้สินเชื่อ เพราะเสี่ยงว่าอาจจะต้องเจอปัญหาหนี้เสียในอนาคตนั่นเอง
3. ไม่มีรายได้ให้เห็น
หากธุรกิจได้เริ่มดำเนินการมาบ้างแล้ว แต่ไม่ได้นำรายได้หรือรายจ่ายเข้าผ่านระบบธนาคารเพราะเน้นสะดวกกับการใช้เงินสดหมุนเวียนในธุรกิจมากกว่า แบบนี้ก็อาจจะเสี่ยงต่อการไม่ได้รับอนุมัติเมื่อต้องการกู้เงิน
เพราะเมื่อเราไปขอกู้ ธนาคารจะขอดูการเคลื่อนไหวทางการเงินกับธนาคารของธุรกิจเราย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือขอดูสมุดบัญชีธนาคารเพื่อดู Statement ย้อนหลังไป 6 เดือน เพื่อดูว่าธุรกิจมีรายรับรายจ่ายเท่าไร มีกำไรขนาดไหน และมีเงินคงเหลือจากตรงนั้นเท่าไร เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถผ่อนชำระคืนกับทางธนาคารตามวงเงินที่ขอกู้ได้หรือไม่
ถ้าเราไม่มีตรงนี้ให้ธนาคารเห็น แม้เราจะทำธุรกิจมานานเพียงใด ทำเงินได้ขนาดไหน ก็ยากที่จะทำให้ธนาคารเชื่อว่าธุรกิจของเราสร้างรายได้จริงตามที่เราแจ้ง และยากที่จะทำให้เขาเชื่อว่าเราจะหาเงินมาผ่อนชำระสินเชื่อได้จริง
4. ประวัติการชำระเงินไม่ดี
เมื่อเราขอสินเชื่อ ทางธนาคารจะทำการตรวจสอบชื่อเรากับเครดิตบูโรเพื่อทราบประวัติการชำระหนี้ของเรา หากมีหนี้เสียที่ยังค้างชำระ แต่ไม่เคยติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างการชำระหนี้ หรือคิดแต่ว่าถ้าธนาคารอยากจะยึดหลักประกันก็ยึดไปได้เลย แบบนี้ไม่ดีแน่นอนค่ะ
แม้บางธนาคารจะโฆษณาว่า ถึงผู้ประกอบการมีหนี้เสียอยู่ก็กู้เงินได้ แต่อันที่จริงแล้ว เราจะกู้ได้ในกรณีนี้ก็ต่อเมื่อได้ติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และผ่อนชำระหนี้ก้อนนั้นมาเป็นระยะหนึ่งแล้วเท่านั้น เพื่อให้ธนาคารเห็นว่าเรามีความสามารถในการชำระหนี้ ณ ปัจจุบันจริง ๆ
5. ไม่มีแผนธุรกิจ
ธนาคารจะขอให้ผู้ประกอบการทำแผนธุรกิจหรือเสนอโครงการเข้ามา เพื่อเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อว่าธุรกิจมีลักษณะในการดำเนินการอย่างไร รายรับรายจ่ายเท่าไร ลูกค้าเป็นใคร ผลกำไรเป็นเท่าไร รวมถึงการดำเนินการธุรกิจในอนาคตจะทำอย่างไรด้วย
ผู้ประกอบการรายย่อยอาจมีปัญหากับตรงนี้ เพราะไม่รู้จะเขียนเป็นขั้นตอนยังไง บางทีเขียนออกมาแล้วอาจจะไม่ตรงกับการให้ข้อมูลจากปากของผู้ประกอบการก็มี หรือบางคนก็ไปจ้างมืออาชีพเขียน แต่ตัวเองไม่ได้เข้าใจรายละเอียดที่ถูกเขียนลงไปในนั้น ทำให้พอถูกซักถาม กลับตอบไม่ได้ กลายเป็นผลเสียยิ่งกว่าในการพิจารณาให้สินเชื่อ
อย่าลืมว่า ผู้พิจารณาสินเชื่อ ล้วนแต่มีความรู้ ความชำนาญ ในการพิจารณาสินเชื่อและการมองธุรกิจ โดยจะมองจากหลาย ๆ อย่าง รวมถึงแผนธุรกิจด้วย จึงต้องเตรียมตรงนี้ให้พร้อม
6. มีทัศนคติที่ไม่ดี
ข้อนี้อาจไม่น่าเชื่อแต่เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ ตัวผู้ประกอบการหรือผู้ขอสินเชื่อเอง เป็นสาเหตุที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน เพราะทัศนคติและการแสดงออกเกี่ยวกับการใช้บริการจากธนาคารนั่นเอง
ผู้ประกอบการอาจเคยไปใช้บริการหรือติดต่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแห่งอื่นมาก่อน แต่ไม่ได้รับอนุมัติ จึงมีประสบการณ์ที่ไม่ดี และบ่นหรือตำหนิเกี่ยวกับสถาบันการเงินแห่งนั้นว่าไม่เข้าใจธุรกิจของตน นโยบายไม่จริงใจที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการจริง ฯลฯ
การแสดงออกเหล่านี้แหละที่ธนาคารอาจพิจารณาว่าผู้ประกอบการคนดังกล่าวเป็น "คนเจ้าปัญหา" ทำนองว่าเพราะเป็นคนแบบนี้ไงล่ะ ธนาคารนั้นถึงไม่ให้อนุมัติสินเชื่อ ทำให้การพิจารณาในส่วนของลักษณะของผู้ประกอบการไม่ผ่าน
วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) คืออะไร?
เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) คืออะไร?
“เศรษฐศาสตร์” ประโยคที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งความเป็นจริงคำว่าเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน เพราะเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์แห่งการจัดการทรัพยากรอันมีจำกัด เป็นการพิจารณาวิเคราะห์รูปแบบหรือพฤติกรรมมนุษย์ในการบริหารทรัพยากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่มีอยู่มากมายและไม่จำกัดเศรษฐศาสตร์มหภาค คืออะไร
เศรษฐศาสตร์มหภาค คือเรื่องราวหรือพฤติกรรมทางเศรษฐกิจในระดับกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องราวของเศรษฐกิจในระดับส่วนรวมของประเทศ ของภูมิภาค จนถึงระดับโลก เช่น การศึกษาเกี่ยวกับผลผลิตโดยรวมของประเทศ หรือรายได้ประชาชาติ การจ้างงาน ระดับราคา พฤติกรรมการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของครัวเรือน การนำเข้า ส่งออก ดุลการค้า
เศรษฐศาสตร์มหภาค จะสนใจเศรษฐกิจในภาพรวม ตัวอย่างเช่น อุปทานมวลรวมและอุปสงค์มวลรวม การว่างงาน เงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง
การเรียนรู้ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ มีผลต่อความสำเร็จทั้งในแง่ของการดำเนินธุรกิจ หรือการดำเนินชีวิต หลักเศรษฐศาสตร์ช่วยทำให้เข้าใจสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจและปรับตัวเข้ากับ สถานการณ์ได้
ช่วยให้สามารถซื้อหรือใช้ บริโภคสินค้าที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน
เศรษฐศาสตร์จุลภาค
เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) คืออะไร ?
เศรษฐศาตร์จุลภาค คำว่า จุล หรือ micro แปลว่า เล็กหรือส่วนย่อยเศรษฐศาสตร์จุลภาค จึงเป็นการศึกษาถึงกลไกที่ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรแต่ละอย่าง แต่ละกิจกรรมของหน่วยเศรษฐกิจในสังคมมนุษย์ เศรษฐศาสตร์จุลภาคจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องการผลิต การบริโภค สินค้าและบริการ และการจำแนกแจกจ่ายของแต่ละคน แต่ละกิจการ แต่ละอุตสาหกรรม และแต่ละตลาด
ปัญหาเศรษฐกิจ ได้แก่
- จะผลิตอะไร (what) ให้ตรงกับความต้องการของสังคมมากที่สุด โดยดูจากราคาและบริการของสินค้านั้นๆเป็นหลัก หากสินค้าและบริการใดมีคนต้องการมาก ราคาก็จะสูง แต่หากสินค้าและบริการใดไม่มีคนต้องการ ราคาก็จะต่ำตามกลไกตลาด เมื่อผู้ผลิตทราบถึงความต้องการของสินค้าและบริการแล้ว ก็จะมาคำนึงถึงต้นทุนของการผลิตว่าสามารถทำกำไรได้หรือจะขาดทุน
- จะผลิตอย่างไร (how) ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องการผลกำไรของตนเองสูงสุด ซึ่งดูได้จากราคาขายสินค้าและบริการและราคาปัจจัยการผลิต ดังนั้นจึงต้องคำนึงว่าจะผลิตอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด และได้ผลผลิตจำนวนมาก
- จะผลิตเพื่อใคร (for whom) วิเคราะห์ถึงเป้าหมายของกลุ่มลูกค้า จะมีราคาเป็นเกณฑ์ในการจัดสรรสินค้าและทรัพยากร คือ ผู้ที่มีรายได้มากย่อมมีอำนาจในการซื้อสินค้าและบริการมาก ภายใต้ขีดจำกัดของทรัพยากรทำให้ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคและ ผู้ผลิตได้ทั้งหมด แต่หากมีคนต้องการมาก ราคาของนั้นๆก็จะสูงขึ้น จนกระทั่งความต้องการซื้อตรงกับความต้องการขาย ทำให้ของนั้นๆถูกจัดสรรไปยังผู้ที่ต้องการและมีรายได้พอที่จะซื้อสินค้า นั้นๆ
ระบบเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 3 ระบบ
1. ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม/ทุนนิยม ระบบนี้ให้สิทธิ์เสรีภาพกับเอกชนในการดำเนินธุรกิจ โดยภาครัฐไม่เข้ามาแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเลย โดยใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการตัดสินปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- ข้อดี : ระบบนี้เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ระบบนี้จะขยายตัวเร็ว เพราะทุกคนสามารถเข้ามาในตลาดได้ เกิดการแข่งขันกัน และมีการซื้อ-ขายกันมากมาย
- ข้อเสีย : คนที่มีทรัพย์/ปัจจัยการผลิตมาก อาจหาผลประโยชน์โดยเอาเปรียบคู่แข่งขันหรือผู้บริโภคได้ ทำให้เกิดผลเสียด้านการกระจายรายได้และการจัดสรรทรัพยากร
- ข้อดี : ทุกคนมีความเสมอภาคกัน ทำอะไรเหมือนๆกัน และได้ผลประโยชน์เท่าๆกัน
- ข้อเสีย : ขาดเสรีภาพและแรงกระตุ้นในการทำธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจนั้นๆโตช้า เพราะถึงทำไปก็ได้ประโยชน์เท่ากัน จึงทำให้ไม่มีใครมีความฝัน
ในระบบเศรษฐกิจต่างๆจะประกอบด้วยหน่วยเศรษฐกิจย่อยๆ ซึ่ง
หน่วยเศรษฐกิจที่สำคัญ แบ่งเป็น 3 หน่วย
- หน่วยครัวเรือน มีหน้าที่ ขายปัจจัยการผลิตให้แก่หน่วยธุรกิจ ซื้อสินค้าและบริการจากหน่วยธุรกิจ
- หน่วยธุรกิจ มีหน้าที่ ซื้อปัจจัยการผลิตจากครัวเรือน ขายสินค้าและบริการให้แก่ครัวเรือนและครัวเรือน
- รัฐบาล มีหน้าที่ ปกครองและบริหารประเทศให้คนในประเทศมีความสุข โดยนำเงินภาษีมาใช้ในการบริหาร ประเทศ ซึ่งภาษีนี้ก็มาจากการเก็บจากหน่วยครัวเรือนและหน่วยธุรกิจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


